เมนูหลัก
หน้าหลัก
สมัครสมาชิก
เว็บ บอร์ด
ติดต่อเรา
ข้อมูลบริษัท
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
ราคาของวันนี้
เหล็กและราคาเหล็ก
อลูมิเนียม
ทองแดง
สังกะสี
นิเกิล
สาระความรู้
ฝึกภาษา ASP ออนไลน์
ฝึกภาษา HTML ออนไลน์
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์
Knowledge Center
ห้องสมุดดิจิตอล
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
ห้องสมุดกฎหมาย
หนังสือพิมพ์
โพสต์ทูเดย์
ไทยรัฐ
ข่าวสด
มติชน
คมชัดลึก
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกโพสต์
ไทยโพสต์
บ้านเมือง
มติชนสุดสัปดาห์
แนวหน้า
เดลินิวส์
เส้นทางเศรษฐกิจ
กรุงเทพธุรกิจ
มุมนักเสี่ยงโชค
ผลสลากออมสิน
ตรวจผลล็อตเตอรี่

แนวโน้มราคา

 

                       

                     ทองแดง

ก. ข้อเท็จจริงที่ควรนำไปพิจารณา

          1. ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ใน อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็น

ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ อันดับที่ 1, 2 และ 4 ของโลก ตลอด

จนประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกยังไม่มีสันญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน (ปัจจุบัน

ในหลาย ๆ ประเทศ คาดว่ายังไม่ถึงจุดต่ำสุด) การบริโภคทองแดง

และสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศเหล่านี้ ลดลง

เป็นจำนวนมาก       

           2. ประเทศจีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของ

โลก มีสันญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนเพียงประเทศเดียว ปีที่ผ่านมาเป็น

ประเทศ ที่บริโภคและนำเข้าทองแดงมากที่สุดของโลก

          3. ทองแดง ใช้มากในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงาน,

อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมก่อสร้างและบ้านพักอาศัย

          4. ต้นทุนการผลิตทองแดง จากแร่ทองแดงไม่เกิน 2.2

USD. ต่อ 1 กิโลกรัม  ณ วันที่  6/03/2009 ราคาทองแดงใน

ตลาด LME อยู่ที่ประมาณ 3.7 USD ต่อ 1 กิโลกรัม ( ที่ผ่านมา

เหมืองที่ผลิตแร่ทองแดงจึงลดการผลิตลงน้อยมากเมื่อเทียบ

กับสินแร่โลหะชนิดอื่น ๆ )

          5. ทองแดงที่มีราคาเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลโดยตรงจาก

การซื้อ และนำเข้าของประเทศจีนเป็นหลัก (ส่วนการซื้อสำรองของ

ประเทศเกาหลีใต้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนทั้งเรื่องปริมาณ

และกำหนดเวลา)

ข. การซื้อทองแดงของจีนในปัจจุบันเพื่อ   การผลิต

สินค้าและบริโภคภายในประเทศ,  ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่าย

ต่างประเทศ, หรือซื้อในช่วงที่ราคาถูกเก็บสำรองไว้ เพื่อใช้ประโยชน์

และทำกำไรในอนาคต

          1. ณ ปัจจุบัน ความสำคัญอันดับ 1 น่าจะเป็นเพื่อผลิตสินค้า

 

บริโภคภายในประเทศ แต่ปริมาณคงไม่มากพอ ที่จะดึงราคาทองแดง

 

ขึ้นได้ทั้งระบบ   อันดับ 2 ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ

 

ในกรณีนี้ ในภาวะปัจจุบันคาดว่ามีขีดจำกัดมาก และปริมาณคงน้อย

 

กว่าการบริโภคภายในประเทศ ( จะระบายสินค้าที่ผลิตขึ้นได้ไปที่ใด

 

เพราะประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ล้วนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และลด

 

การบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลง)

 

          2. ส่วนเหตุผลอันดับที่ 3 ซื้อในช่วงราคาถูกเก็บสำรองไว้ เพื่อ

 

ใช้ประโยชน์และทำกำไรในอนาคต ในกรณีนี้ คาดว่าเป็นผลประโยชน์

 

เฉพาะหน้า จีนเป็นประเทศที่มีเงินตราสำรองไว้มาก แต่จีนไม่มีความ

 

จำเป็นต้องซื้อทองแดง เพื่อพยุงราคาภายในประเทศ เพราะจีนเป็นผู้

 

นำเข้าและบริโภคทองแดงรายใหญ่ ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ คาดว่า

 

จะใช้ยุทธวิธี ซื้อเมื่อราคาต่ำ และหยุดซื้อ เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น

 

ค. การคาดการณ์ราคา

 

          1. ในช่วงประมาณ ปลายเดือน มิ. ย.  2551 สต๊อคทองแดงในตลาด

 

LME  มีจำนวนประมาณ 130,000 ตัน ราคา ประมาณ 8.9 USD ต่อ 1 กิโลกรัม

 

และ ณ วันที่ 6/03/2552 สต๊อค ในตลาด มีจำนวนประมาณ  525,200  ตัน

 

ราคาประมาณ  3.7  USD  ต่อ 1 กิโลกรัม

 

          2. จะเห็นได้ว่า สต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า ส่วนราคาลดลง

 

ประมาณ 58%    ปัจจุบันสต๊อคทองแดงยังคงเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในปริมาณ

 

ที่น้อยกว่าในช่วงที่ผ่านมา

 

          3. จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนจากการติดตาม

 

จากนักวิเคราะห์ข่าวสารต่าง ๆ คาดว่าราคาทองแดง นับจากปัจจุบันไปถึงปลาย

 

ปี 2552 นี้ จะอยู่ระหว่าง กิโลกรัมละ 3 ถึง 4 USD   ต่อ 1 กิโลกรัม  ( ประมาณ

 

108 – 144 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม *  1 USD ประมาณ 36 บาท *  6/03/2552 )

 

                                             9/03/2552

 

 

                            เศษเหล็ก

ก. ข้อเท็จจริงเบื้องต้น

          1. ขั้นตอนการผลิตเหล็ก (ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย)

A. สินแร่เหล็ก→โรงงานถลุงเหล็ก    →เหล็กดิบ→Billet, Slap →เหล็กรูปพรรณชนิดต่าง ๆ

B.  เศษเหล็ก →โรงงานหลอมเหล็ก →เหล็กดิบ→Billet, Slap →เหล็กรูปพรรณชนิดต่าง ๆ       

           2. การผลิตเหล็กในประเทศไทย ในปัจจุบันนี้ ใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ ( ตามวิธีการใน B.)

          3. เศษเหล็กในประเทศ มีปริมาณไม่มากพอป้อนโรงงานหลอมเหล็ก จึงต้องนำเข้าเศษ

เหล็กจากต่างประเทศ (ในปี 51 นำเข้าเฉพาะจาก USA ประเทศเดียวเป็นปริมาณ 1.063 ล้านตัน)

          4. ในปี 2551 การผลิตและการบริโภคเหล็กในประเทศ

   ผลผลิตเหล็กดิบ (ตัน) การบริโภคเหล็กสำเร็จรูป (ตัน) นำเข้าจากต่างประเทศมูลค่า(ล้านบาท)

ก.ค.       551,000              1,557,000                     56,608  *(เดือนที่ราคาเศษเหล็กสูงที่สุด)*

พ.ย.      239,000                  684,000                     27,572  *(เดือนที่ราคาเศษเหล็กต่ำที่สุด)*

ธ.ค.      336,000                  854,000                     29,485  *(ราคาเศษเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้น)

          5. อุตสาหกรรมที่บริโภคเหล็กมากที่สุดในประเทศ คือ อุตสาหกรรมการก่อสร้างทั้งของ

ภาครัฐและเอกชน, การผลิตสินค้าส่งออกและบริโภคภายในประเทศ

        6. สถานการณ์ในตลาดโลก ตั้งแต่ปลายปี 51 จนถึงปัจจุบัน

อเมริกาและยุโรป  ประสบปัญหาทางการเงิน เศรษฐกิจตกต่ำและได้รับผลกระทบรุนแรง

ที่สุด ตลาดค้าเหล็กหดตัวลง คาดว่าจะถึง 50 % และปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  ประสบปัญหาเช่นเดียวกับ อเมริกาและยุโรป แต่ความรุนแรงน้อย

กว่าและสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น การผลิตและการบริโภคเหล็กลดลงในทุกอุตสาหกรรม

ประเทศในตะวันออกกลาง จากการติดตามข่าวสารต่าง ๆ คาดว่าในปี 52 นี้

การบริโภคเหล็ก จะลดลงประมาณ 40 % จากปี 51

จีน และ อินเดีย เป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้น้อยที่สุด สำหรับ

อินเดีย เป็นประเทศที่ส่งออกแร่เหล็ก และไม่ใช่ผู้บริโภคหรือผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก

ผลกระทบต่อตลาดโดยรวมจึงมีไม่มาก ในที่นี้จะเน้นถึงประเทศจีนเป็นหลัก

ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

         6.1 . มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ( อันดับ 1. อเมริกา, 2.ญี่ปุ่น, 3.จีน,

4. เยอรมัน)

         6.2  จีนเป็นประเทศผู้ผลิตและบริโภคเหล็กมากที่สุดในโลกในปี 51 ผลิตเหล็กดิบได้

ประมาณ 500 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณเกือบ 50% ของผลผลิตเหล็กดิบรวมทั่วโลก กระบวนการ

ผลิตของจีนใช้ทั้ง สินแร่เหล็กและเศษเหล็ก ส่วนมากจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

          6.2. ในช่วงปลายปี 51 จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ การบริโภคเหล็กโดยรวมของโลกลดต่ำ

ลงมาก จีนจำเป็นต้องลดการผลิตลงเช่นเดียวกัน

          6.3.ประมาณ พฤศจิกายน รัฐบาลจีนได้ประกาศใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นผลให้ ผู้ค้า

และโรงงานคาดการณ์ว่า ความต้องการบริโภคเหล็กในจีนเริ่มฟื้นตัว จึงเพิ่มการผลิต และสต๊อค

วัตถุดิบมากขึ้น เป็นผลให้ ราคาเศษเหล็ก และแร่เหล็กปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ณ เดือนมกราคม 52

ผลผลิตเหล็กดิบทุกประเทศทั่วโลกมีปริมาณลดต่ำลง แต่ปริมาณการผลิตของจีน กลับเพิ่มขึ้น

เพียงประเทศเดียว

          6.4. การบริโภคเหล็กของจีนฟื้นตัวขึ้น จะเป็นตัวดึงตลาดเหล็กให้พ้นจากภาวะตกต่ำ

โดยรวมได้หรือไม่ ความเห็นของผู้เขียนคือ  “ เป็นไปไม่ได้”  เหตุผลคือ การบริโภคเหล็กของจีน

ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศ, ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก และส่งออกในรูปเหล็ก

สำเร็จรูป ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งระบายสินค้าของจีนเกือบทั่วโลก ล้วนประสบ

กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การบริโภคเหล็ก และสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ลดลง และปัจจุบัน

ยังไม่ฟื้นตัว ในระยะสั้นนี้ ราคาเศษเหล็ก แร่เหล็ก และเหล็กสำเร็จรูป จะทรงตัวอยู่ในระดับ

ปัจจุบันได้หรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไป ส่วนในระยะยาวคาดว่าปลายปี 52 เป็น

ต้นไป แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มเห็นผล ความต้องการบริโภคเหล็ก

และสินค้าอุตสาหกรรมฟื้นตัวขึ้น สินค้าเหล็ก จึงจะดีขึ้นตามความต้องการพื้นฐานที่เป็นจริง

ข. เศษเหล็กในประเทศ

          1. ประเทศไทยต้องนำเข้าทั้ง เศษเหล็ก เหล็กกึ่งสำเร็จรูป (เช่น Billet, Slap) และเหล็ก

สำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ

          2. จากข้อเท็จจริง และวิถีทางของตลาด ราคาเศษเหล็กในประเทศ ต้องเท่ากับ หรือสูงกว่า

 ราคาเศษเหล็กในต่างประเทศ

          3. ราคาเศษเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ เป็นผลจากการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นในจีน

ตามที่คาดการกันว่า ตลาดเหล็กเริ่มฟื้นตัวแล้ว  (ซึ่งในระยะสั้นนี้ ยังเป็นปัญหาอยู่)

         4. ในระยะสั้นนี้คาดว่า ราคาเศษเหล็กในประเทศจะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันไม่ได้

เพราะสภาวะโดยรวมในตลาดโลก ยังไม่ฟื้นตัว สำหรับมาตรการ การกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในประเทศ ในปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่า จะทำให้การบริโภคเหล็กเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ส่วนใน

ระยะยาว ตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 เป็นต้นไปคาดว่า โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่าง ๆใน

ภาครัฐ ที่ชัดเจนขึ้น, การก่อสร้างของภาคเอกชน และสถานการณ์ของตลาดโลกโดยรวม

ที่ฟื้นตัว จะทำให้ตลาด และราคาเศษเหล็กปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการที่แท้จริง

                                                 20/02/52  

 

 

ข้อมูลที่ควรพิจารณา สำหรับทองแดง อลูมิเนียม และนิเกิล(สเตนเลส)

               เมื่อประมาณกลางเดือน 08/ 2008                     ณ.  13/02/2009           

             ราคาton/usd    stocks (tons)         ราคา ton/usd    stocks (tons)

ทองแดง       7,900              160,000                      3,395              516,675

อลูมิเนียม     2,700            1,150,000                  1,340            2,974,000

ในส่วนของนิเกิล (ใช้เป็นส่วนผสมของสเตนเลส ราคานิเกิลจึงมีผลต่อราคาของสเตนเลส )

ตั้งแต่ประมาณ 04/07 จนถึงปัจจุบันราคาตกลงโดยตลอด

                กลางเดือน 04/2007                                        ณ.    13/02/2009

           ราคา (ton/usd)   stocks (tons)         ราคา (ton/usd)     stock (tons)

                  51,000              4,000                     10,340                  88,728

* ข้อมูลจากตลาด LME     * ณ. 13/02/2009    1  usd  =  35.22  บาท

ข้อเท็จจริงในตลาดโลก

     1. ราคาของ นิเกิล และ อลูมิเนียม ในปัจจุบัน ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

     2. ราคาของทองแดง ยังคงสูงกว่าต้นทุนการผลิต

     3. ราคาของ ทองแดง และ อลูมิเนียม ณ ปัจจุบันคาดว่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว ส่วน นิเกิล

มีโอกาสตกลงอีก เพราะตลาดสเตนเลสยังไม่ฟื้นตัว และมีการใช้สเตนเลสชนิดที่มีส่วนผสม

ของนิเกิลน้อย แทนในอัตราที่สูงขึ้น

     4. เหมืองแร่และโรงงานคัดแยกของบริษัทต่าง ๆ กำลังลดการผลิตลงเพื่อพยุงราคา

หากลดปริมาณการผลิตลงมากพอ และมีผลในการปฏิบัติจริง คาดว่าในอีก 3 เดือนข้าง

หน้าราคาจะดีขึ้น

     5. รัฐบาลจีนและเกาหลีใต้ จะซื้อ ทองแดง  อลูมิเนียม และนิเกิล สำรองไว้ โดยมีแผน

จะซื้อในปี 2009 นี้ ซึ่งเป็นการซื้อเป็นคราว ๆ ไป แต่ปริมาณยังไม่ชัดเจน คงมีเพียงทองแดง

ที่จีนกำหนดไว้ 1,000,000 ตัน และได้เริ่มซื้อแล้วบางส่วน

     6. จากเหตุผลในข้อ 4, 5 และหากแผนการฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ

ตามที่ได้ประกาศออกมาแล้ว มีการปฏิบัติจริงตามแผน และได้ผลคาดว่าในอีก 3 เดือนข้าง

หน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดีขึ้น

                                                                        15/02/2009

 





© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.effi-co.com